---
มือที่มองไม่เห็นแห่งตลาด: ทำไมอุปทานบิตคอยน์จึงหดตัวลง
ตั้งแต่การ "ฮาลฟ์วิง" (halving) ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2024 โครงข่ายบิตคอยน์ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง โดยทุกธุรกรรม, ที่อยู่กระเป๋าเงิน (wallet address), และการขุดเหมือง (mining) ถูกบันทึกอย่างโปร่งใสในบล็อกเชน และข้อมูลเหล่านี้เล่าเรื่องเดียวกันอย่างชัดเจน: อุปทานบิตคอยน์ที่พร้อมจะขายนั้นเหือดหายไปมากกว่าที่เคยเป็นมา
การวิเคราะห์ล่าสุดจาก Chainalysis และ Glassnode เผยให้เห็นว่า "ฮอดล์เวฟ" (HODL Wave) หรือสัดส่วนของบิตคอยน์ที่ไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายมากว่า 1 ปี ได้พุ่งขึ้นแตะกว่า 60% ซึ่งหมายความว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของบิตคอยน์ทั้งหมดที่ถูกขุดได้มาจนถึงปัจจุบันอยู่ในมือของนักลงทุนระยะยาวที่ไม่คิดจะขายออกไป นอกจากนี้ ปริมาณบิตคอยน์ที่อยู่ในกระเป๋าเงินบนกระดานซื้อขาย (Exchange Wallets) ยังลดลงสู่ระดับต่ำสุดในหลายปี ซึ่งกระเป๋าเหล่านี้ถือเป็นตัวบ่งชี้ปริมาณการขายที่อาจเกิดขึ้น หากมีบิตคอยน์น้อยลงใน
กระเป๋าเหล่านี้ ก็จะลดความเสี่ยงในการเกิด "อุปทานล้นตลาด" ได้เช่นกัน
---
อำนาจของนักขุด: ทำไมพวกเขากลายเป็นแฟนคลับรายใหญ่ของกระแสขาขึ้น
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือพฤติกรรมของนักขุดบิตคอยน์ หลังจากการฮาลฟ์วิงเมื่อเดือนเมษายน 2024 รายได้ของพวกเขาลดลงครึ่งหนึ่งจากเดิม 6.25 BTC ต่อบล็อก เหลือเพียง 3.125 BTC ซึ่งในทางทฤษฎี นักขุดควรจะขายบิตคอยน์มากขึ้นเพื่อครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงาน แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม
หลายบริษัทขุดเหมืองได้สะสมสำรองกลยุทธ์ไว้ หรือโอนบิตคอยน์เข้ากระเป๋าเงินระยะยาวแทนการขายออกทันที บริษัทอย่าง Marathon Digital หรือ Riot Blockchain ได้ออกมายืนยันว่า พวกเขาไม่ขายบิตคอยน์ที่ได้รับรายได้ทั้งหมดในทันที แต่เก็บไว้เป็นการลงทุนระยะยาวแทน กลยุทธ์นี้ช่วยลดแรงกดดันจากการขายบนตลาด และสนับสนุนการเติบโตของราคาในทางอ้อม
---
ความต้องการจากสถาบัน: ทำไมวอลล์สตรีทเลือกซื้อบิตคอยน์แทนการขาย
อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแค่นักขุดและผู้ถือครองระยะยาวที่ขับเคลื่อนตลาดเท่านั้น ความต้องการจากสถาบันทางการเงิน (institutional demand) ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน บริษัทอย่าง MicroStrategy ซึ่งถือครองบิตคอยน์มากกว่า 200,000 เหรียญในงบดุล และผู้ให้บริการ ETF อย่าง BlackRock หรือ Fidelity ได้ทำให้เรื่องราวของบิตคอยน์ในฐานะ "ทองคำดิจิทัล" แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุมัติ ETF บิตคอยน์แบบมีหลักประกันทางกายภาพ (physically backed) ในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมกราคม 2024 ได้จุดกระแสของนักลงทุนสถาบันจำนวนมาก ซึ่งกองทุนเหล่านี้จำเป็นต้องซื้อบิตคอยน์เพื่อใช้เป็นหลักประกันสินค้า ซึ่งยิ่งทำให้อุปทานที่มีอยู่แล้วแน่นย
📰 อ่านต่อ
→ ผู้ลงทุนฉลาดขับเคลื่อนราคาบิตคอยน์ให้พุ่งสูง – Pantera Capital มองเห็นแนวโน้มขึ้นอย่างต่อเนื่อง→ Coldcard ปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด หลังเหตุขโมย Bitcoin มูลค่ามหาศาล→ บิทคอยน์ไมนิ่งกำลังตกอยู่ในวิกฤต: ธุรกิจพลังงานเผชิญกับหนี้สิน 22.9 ล้านดอลลาร์